ออนไลน์ 1,405  คน     ค้นหาด่วน:  

ความสุขของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในวัยเด็ก

ความสุขของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในวัยเด็ก
อัพเดท : 14 มกราคม 2552,10:08
อ่าน : 4,528
หมวดหมู่ : ข่าวล่าสุด






ด.ช.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และด.ญ.งามพรรณ เวชชาชีวะ
        
       
       ด.ช.มาร์ค ไม่อยากไปเมืองนอก
       
       พี่สาวนายกฯ เล่าถึง ที่มาที่ไปของการที่น้องชายไปเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมอีตัน ในประเทศอังกฤษด้วยว่า ถือเป็นความตั้งใจของผู้เป็นพ่อที่ต้องการเตรียมความพร้อมให้กับลูก เนื่องจาก นพ.อรรถสิทธิ์คิดว่า การที่ได้ไปเรียนที่ต่างประเทศตั้งแต่เด็กๆ จะทำให้ได้ลูกเปรียบเรื่องภาษา ซึ่งการที่จะได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนอีตันนั้น ถือเป็นเรื่องยากมาก แต่น้องชายก็สามารถสอบเข้าไปเรียนต่อได้และที่ผ่านมา แม้อภิสิทธิ์จะไม่ชอบการไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ แต่เขาก็สามารถพิสูจน์ตัวเองเขาสามารถทำได้
       
       “จำได้สมัยนั้น คุณพ่อจะซื้อเอนไซโคลพีเดีย (สารานุกรม) ให้ 1 ชุด เวลาได้มาก็จะได้มาเป็นตู้ที่เต็มไปด้วยหนังสือขอบทอง ซึ่งถือว่าเป็นของรักของพวกเรา และถ้าวันไหนมาร์คเค้าไม่อยากทำอะไร เขาจะบอกพ่อว่าเดี๋ยวจะเอาเอนไซโคลพีเดียไปเผา และถ้าพ่อพูดเรื่องไปเรียนเมืองนอก เขาจะบอกเลยว่าไม่ไปๆ และถ้าพ่อพูดเรื่องนี้อีก เขาก็ขู่ว่าจะเอาเอนไซโคลพีเดียไปเผาไฟจริงๆ ซึ่งเรื่องนี้ยังเป็นเรื่องที่ล้อกันถึงทุกวันนี้ไม่รู้เขาจะจำได้รึเปล่า แต่ก็เข้าใจเขาว่าตอนนั้นเขายังเป็นเด็กและอยากอยู่กับพ่อและแม่” พี่สาวนายกฯ เล่าถึงความหลังก่อนที่น้องชายจะไปเรียนยังต่างประเทศ ซึ่งเธอก็ยอมรับเลยว่าบิดาเป็นคนใจเด็ดมากที่ยอมส่งลูกไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่ยังเล็ก ส่วนแม่ก็นอนร้องไห้ไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่
       
       งามพรรณ เล่าต่อว่าอาจจะด้วยความรู้สึกที่ต้องอยู่ไกลบ้านนานๆ ทำให้ น้องอภิสิทธิ์ ถึงกับลั่นวาจาไว้ตั้งแต่ก่อนแต่งงานว่าจะไม่ส่งลูกไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็กเป็นอันเด็ดขาด โดยให้เหตุผลว่ารู้และเข้าใจถึงความลำบากจากการที่ต้องไปเรียนต่างประเทศคนเดียวตั้งแต่ตอนเป็นเด็กว่าเป็นอย่างไร ซึ่งเธอก็เข้าใจความรู้สึกนั้น เพราะถือเป็นเรื่องยากมากที่เด็กอายุ 11 ขวบ จะเดินทางไปใช้ชีวิตในต่างประเทศคนเดียวและโดยส่วนตัวเธอก็รู้สึกสงสารน้องชายทุกครั้งที่เขาต้องบินกลับไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ
       
       วัยเด็กของนายกฯ ในสายตาพี่สาว
       
       ส่วนวิธีติดต่อกันน้องชายในตอนนั้นเธอเล่าว่า สมัยนั้นเทคโนโลยียังไม่ทันสมัยเท่ากับสมัยนี้ โดยน้องชายจะเขียนจดหมายกลับมาเมืองไทยทุกสัปดาห์และเขาจะส่งจดหมายให้เธอกับพ่อคนละ 1 ฉบับ เนื่องจากทางโรงเรียนอีตันมีชั่วโมงเรียนที่ให้นักเรียนเขียนจดหมายกลับบ้านทุกสัปดาห์ แต่มีข้อแม้ว่าต้องนำจดหมายเหล่านั้นมาให้ครูตรวจด้วย ซึ่งวิธีง่ายๆ ที่จะทำให้หน้ากระดาษเต็มไวๆ ก็คือน้องชายจะเขียนรายงานเพลงฮิตติดชาร์ตท็อปเท็นประจำสัปดาห์ที่เกาะอังกฤษทั้ง 10 เพลง แล้วตบแท้ประโยคสั้นๆ ว่า “หนาวมากเลยนะ” หรือ “ตอนนี้ตาเป็นสีเหลี่ยมแล้ว” พร้อมกับวาดรูปมาให้ดู ซึ่งในตอนนั้นเธอคิดว่าน้องชายคงจะใส่แว่นสายตา แต่เมื่อไปถามผู้เป็นพ่อ พ่อกลับบอกว่าไม่ใช่ ที่เขาเขียนว่าตาเป็นสี่เหลี่ยมก็เพราะว่าน้องชายดูทีวีเยอะ พลันที่พูดจบประโยคเธอก็หัวเราะชุดใหญ่ เมื่อย้อนนึกถึงจดหมายจากโรงเรียนอีตันและอารมณ์ขันของน้องชายในครั้งนั้น
       
       “ทุกครั้งที่เขากลับมาอยู่เมืองไทย เรา 2 คนพี่น้องก็จะสนิทกันมากเพราะอยู่ที่เมืองไทยเขาไม่ค่อยมีเพื่อน ซึ่งตอนที่เขาบินกลับไปเรียนต่อ บางครั้งตัวเองก็นอนร้องไห้คิดถึงและสงสารเค้าเพราะรู้ว่าเขาต้องไปลำบาก ซึ่งตรงนี้พ่อก็เข้าใจและอนุญาตให้เขากลับบ้านได้บ่อยๆ แม้จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทางไปกลับ แต่พ่อก็ยังยืนยันที่จะให้เขากลับมา เนื่องจากคิดว่าไม่มีวิธีไหนที่จะเหมือนกับให้เขาได้อ่านภาษาไทย พูดภาษาไทยได้และได้รู้จักคนไทยได้ดีเท่ากับให้เขากลับมาเมืองไทย”
       
       ส่วนวีรกรรมสมัยที่น้องชายเรียนอยู่ที่โรงเรียนอีตัน พี่สาวนายกฯ จำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งน้องชายเดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยแล้วเหลือคิ้วเพียงข้างเดียว จนทั้งครอบครัวก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเธอเองได้แอบกระซิบถามน้องชายว่าไปทำอะไรมา โดยน้องชายก็ให้เหตุผลของการที่คิ้วเหลือข้างเดียวว่าเป็นเพราะว่าเล่นกับเพื่อน แต่เล่นอีท่าไหนไม่รู้กลับมาเหลือคิ้วอยู่ข้างเดียว แต่สุดท้ายทั้งครอบครัวก็เข้าใจว่าสาเหตุที่คิ้วของนายกรัฐมนตรีหายไป คงเกิดจากการเล่นกับเพื่อนตามประสาเด็กผู้ชายจริงๆ
       
       สำหรับกิจกรรมที่เธอจะทำร่วมกับน้องชายทุกครั้งที่เขากลับมาจากลอนดอน คือการฟังเพลงร่วมกัน เนื่องจากนายกรัฐมนตรีเป็นคนชอบฟังเพลงและทุกครั้งที่เขากลับมาเมืองไทยก็จะต้องหิ้วแผ่นเสียงและม้วนเทปกลับมาด้วย โดยเขาจะทำหน้าที่เป็นดีเจส่วนตัวของเธอ ซึ่งเธอจะเป็นผู้เลือกเพลงและน้องชายจะทำหน้าที่เปิดเพลง ส่วนกิจกรรมที่ครอบครัวจะทำร่วมกันระหว่างที่น้องชายกลับมาเมืองไทย คือการไปพักผ่อนที่ต่างจังหวัด โดยพ่อและแม่จะพา 3 คนพี่น้องเดินทางไปพักผ่อนยังบังกะโลส่วนตัวที่หัวหิน แต่ก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ 3-4 อาทิตย์เท่านั้น เนื่องจากน้องชายต้องบินกลับไปเรียนต่อ

        
       
       เมื่อน้องชายเป็นนายกฯ
       
       เมื่ออภิสิทธิ์เรียนจบจากอังกฤษ และก้าวเดินเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองแทบจะทันที พี่สาว นายกฯ เจ้าของรางวัลซีไรต์ก็เล่าว่า เธอเป็นทั้งกำลังใจและกำลังกายให้กับน้องชายเสมอ โดยตอนที่น้องชายลงสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เธอแทบจะปิดสำนักพิมพ์เพื่อไปช่วยหาเสียง และพออภิสิทธิ์ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. เธอก็รู้สึกดีใจจนอยากจะร้องไห้ เพราะรู้ว่าอาชีพนี้เป็นสิ่งที่เขาอยากทำ และแม้หลายคนปรามาสไว้ว่าอภิสิทธิ์ จะไม่ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. เนื่องจากในตอนนั้นอายุยังน้อยและถือเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ แต่ด้วยความเป็นพี่เป็นน้องและมีความผูกพันกันมานาน ทำให้เธอมั่นใจว่าน้องชายจะต้องทำได้อย่างแน่นอน
       
       “ตอนเด็กๆ พวกเราพี่น้องจะโตกันมาเหมือนเพื่อน เพราะว่าตัวเองอายุห่างจากพี่สาวแค่ 1 ปี และห่างจากน้องชายแค่ปีกว่าๆ เพราะฉะนั้นตอนที่จำความได้ก็ไม่เคยรู้สึกว่าอยู่ดีๆ ก็มีน้องขึ้นมาได้ คือพอตัวเองโตขึ้นมาก็มีน้องแล้วและในความรู้สึกก็เหมือนกับว่าเรารู้จักเขามากเท่าที่เขารู้จักเรามากเหมือนกัน” พี่สาวนายกฯ เล่าถึงความหลังเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก
       
       เมื่อถามถึงการที่น้องชายวัย 44 ปี ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นตำแหน่งทางการเมืองสูงที่สุดเท่าที่นักการเมืองคนหนึ่งจะเป็นได้ งามพรรณก็เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่า บริเวณทั้งนอกบ้านและในบ้านที่เธอพักอาศัยมีการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งตรงนี้อาจทำให้ความเป็นส่วนตัวหายไปบ้าง แต่เธอก็เข้าใจในจุดนี้และพร้อมที่จะเสียสละ เพราะเข้าใจว่าความเสียสละเล็กๆ น้อยๆ ของเธอเป็นเพียงจุดนิดเดียว ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับการเสียสละของน้องชาย
       
       ส่วนในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้อง เธอก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย โดยะแม้ว่าจะมีคนส่วนมากรู้สึกยินดีกับการที่เธอได้เป็นพี่สาวนายกฯ แต่เธอกลับไม่ได้คิดว่าตัวเองพี่สาวนายกฯ ซึ่งตรงจุดนี้งามพรรณให้เหตุผลว่า เธอเป็นพี่สาวคนชื่ออภิสิทธิ์มาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว และก็ทำใจยอมรับได้กับคำว่า “พี่สาวนายกฯ” แต่ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นในแง่ความหรูหรา เพราะเข้าใจว่าสักพักสิ่งเหล่านี้ก็จะผ่านไป สำคัญที่ว่าสุดท้ายแล้วนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะฝากอะไรไว้ให้กับประเทศชาติบ้าง ซึ่งเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง
       
       “มองว่าน้องชายทำงานการเมืองมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เป็น ส.ส. จนกระทั่งมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าฝ่ายค้าน ซึ่งคนก็บอกว่าโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีเหลืออีกแค่ก้าวเดียว แต่มันก็เป็นก้าวที่นานมากพอถึงจังหวะหนึ่งจะได้เป็นรัฐบาล มันก็ไม่ได้มาอย่างที่ทุกคนคิดว่าจะมา ซึ่งก็มีเสียงต่อต้านว่ายังไม่ใช่อย่างนั้นและก็เป็นสิทธิ์ของทุกคนที่จะคิดแบบนั้นได้ แต่สำหรับคุณอภิสิทธิ์คำว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไม่ใช่ตำแหน่งของเขา เพราะเขาคิดว่ามันเป็นเพียงแค่ขั้นตอนของการทำงาน” พี่สาวนายกฯ กล่าว

        
       
       ฟันธง “มาร์ค” หล่อไม่เท่า “ไอติม”
       
       เมื่อถามถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว งามพรรณเล่าว่าตามปกติครอบครัวมักนัดเจอกันในวันเสาร์และอาทิตย์ แต่ช่วงนี้ไม่ค่อยได้เจอน้องชายเลย เข้าใจว่าเขาคงยุ่งมาก ส่วนการนัดรวมญาติของตระกูลเวชชาชีวะนั้น จะนัดเจอกันทุกเดือนเมษายนของทุกปี โดยเธอและน้องชายถือเป็นรุ่นที่ 3 ของตระกูลเวชาชาชีวะ และถือเป็นรุ่นเดียวกับ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่วนการพบเจอหน้ากันกับญาติพี่น้องก็จะเป็นการพูดคุยกันตามปกติ และไม่มีเรื่องการเมืองเข้ามาแทรก ซึ่งลูกหลานตระกูลเวชชาชีวะนั้นก็มีมากจนต้องทำแผนภูมิตระกูล เพื่อที่จะได้เอาไว้ดูว่าใครเป็นใคร
       
       ส่วนอีกประเด็นหนึ่งที่สังคมต่างให้ความสนใจในครอบครัวเวชชาชีวะ คือการที่ “น้องไอติม” หรือ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หลานชายนายกฯ ซึ่งกำลังศึกษาต่อยังโรงเรียนมัธยมอีตัน ได้เดินทางไปดูงานกับน้าชายที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่าทั้ง 2 น้าหลานมีความคล้ายคลึงกันมากในหลายๆ ด้าน ทั้งเรื่องหน้าตาและการศึกษา โดยจุดนี้ งามพรรณให้ความเห็นว่า การที่ทั้ง 2 คน เรียนที่โรงเรียนอีตันเหมือนกันก็เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมบางอย่างเพื่ออนาคต แต่ถ้าถามว่า “น้องมาร์ค” กับ “น้องไอติม” หน้าตาหล่อเหมือนกันไหม เธอตอบว่าไม่เหมือนเพราะตอนที่น้องชายอายุเท่าหลานชาย “หน้าจะกลมมากและไม่มีความหล่อเลย”

        
       
       
ข้อดี-ข้อเสียของ “น้องมาร์ค”
       

       ในสายตาของพี่สาวซึ่งมองน้องชายที่กำลังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อยู่ในตอนนี้ งามพรรณคิดว่าข้อดีของ น้องชายคือเป็นคนที่มีความอดทนสูง
       
       “การทำงานบนเวทีการเมือง แม้ชีวิตความเป็นส่วนตัวก็จะหายไปและในแวดวงการเมืองเขาจะแทบเรียกใครว่าเป็นเพื่อนไม่ได้เลย แต่เขาก็สามารถทำงานได้อย่างมีความสุข ซึ่งในบางครั้งเวลาที่เขาผ่านรายการโทรทัศน์และการถ่ายทอดสดการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ก็อดสงสัยได้ว่าทำไมเขาถึงได้ใจเย็นมาก แม้ในบางครั้งจะมีคำถามที่ต้องตอบโต้กันด้วยคำพูดแรงๆ แต่ก็เห็นเขานั่งยิ้มและหัวเราะได้ ขณะที่เราเองรู้สึกโมโหแทนเขา” งามพรรณกล่าว และว่าเมื่อเธอมีโอกาสได้ถามน้องชายว่าทำไมถึงใจเย็นขนาดนั้น เขาก็ให้เหตุผลว่าที่ทนได้เพราะสิ่งที่เป็นอยู่นั้นคือการทำงาน ซึ่งเขาคิดไว้อยู่แล้วว่าการทำงานจะต้องเจอแบบนี้
       
       อย่างไรก็ดีแม้สื่อจะให้ฉายาน้องชายว่า “หล่อใหญ่” แต่พี่สาวนายกฯ กลับยืนยันว่าในสมัยที่น้องชายยังเป็นวัยรุ่นจนถึงปัจจุบัน ไม่เคยมาปรึกษาปัญหาเรื่องหัวใจเลยสักครั้ง และเรื่องของความเจ้าชู้ก็ไม่เคยมีให้เห็น เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนรักเดียวใจเดียวและรักครอบครัวมาก ซึ่งไม่ว่าน้องชายจะทำงานยุ่งแค่ไหน แต่ใน 24 ชั่วโมง ก็จะต้องหาเวลาว่างเพื่ออยู่กับลูกๆ และครอบครัวเสมอ

        
       
       แฉน้องชาย “จอมขี้เหนียว”
       
       ส่วนข้อเสียของนายกรัฐมนตรีนั้นเธอคิดว่า เขาเป็นคนขี้เหนียว ไม่ค่อยใช้เงินซื้อสิ่งของ โดยอาจเป็นเพราะติดนิสัยตั้งแต่ตอนอยู่โรงเรียนประจำเพราะการอยู่โรงเรียนประจำไม่ต้องใช้เงินสด
       
       พี่สาวนายกฯ ยังเล่าต่ออีกว่า เมื่อน้องชายลงสมัครเลือกตั้งใหม่ๆ เธอเองต้องพาเขาไปตัดเสื้อและกางเกง จนกระทั่งแต่งงานมีครอบครัวไปนายกรัฐมนตรี ก็ยังไม่ยอมซื้อของเองและยังยืนยันที่จะใช้โทรศัพท์รุ่นที่โบราณมากจนเวลานำไปซ่อมไม่มีอะไหล่เปลี่ยน เดือดร้อนไปถึงภรรยา (ผศ.ดร.พิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะ) ที่ทนไม่ไหวต้องพาไปซื้อเครื่องใหม่ เพราะน้องชายจะไม่ซื้อของอะไรเลยถ้าไม่มีคนซื้อให้
       
       “ทุกคนสบายใจได้เลย เพราะการที่คุณอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจะไม่มีปัญหาคอร์รัปชั่น เพราะเขาไม่ชอบใช้เงิน ซึ่งครั้งล่าสุดที่เจอกันเห็นเขาไปกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม ก็ยังรู้สึกขำเพราะไม่คิดว่าน้องชายจะใช้บัตรเอทีเอ็มเป็น ก็ยังถามเขาอยู่เลยว่าเดี๋ยวนี้ใช้บัตรเอทีเอ็มเป็นแล้วรึ เพราะปกติทางภรรยาของคุณมาร์คจะเตรียมค่าใช้จ่ายประจำวันไว้ให้” และพี่สาวนายกฯ หัวเราะ และ เล่าแบบติดตลกถึงความมัธยัสถ์ของน้องชาย
       
       คำว่า “ห่วงใย” จากพี่ถึงน้อง
       
       หลังจากที่ อภิสิทธิ์ได้เข้าไปบริหารประเทศไทยอย่างเต็มตัวในฐานะนายกรัฐมนตรี งามพรรณก็ได้เฝ้ายืนอยู่ห่างๆ และในขณะเดียวกันก็รู้สึกเป็นห่วงน้องชาย เช่นเดียวกับที่หลายๆ คนเป็นห่วง พร้อมยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปช.) เดินทางไปปิดล้อมรัฐสภา ในวันที่ 29-30 ธ.ค. 2551 เพื่อไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบาย โดยในเหตุการณ์ดังกล่าว เธอเองก็รู้สึกเป็นห่วงน้องชายจนต้องโทรศัพท์เข้าไปถามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความปลอดภัยให้นายกรัฐมนตรี เพราะเกรงว่านายกฯ จะตัดสินใจเดินทางเข้าไปในรัฐสภา แต่เมื่อทราบว่าคณะรัฐมนตรีไม่ได้เดินทางเข้าไปในรัฐสภาก็รู้สึกโล่งใจ
       
       “มีคนเป็นห่วงคุณมาร์คเยอะ ไม่ใช่มีแค่คุณยายเนียมคนเดียวที่ถอดแหวนให้เขา บางคนก็เอาพระมาให้ บางคนก็ถอดสร้อยที่แขวนพระมาให้เขาใส่และบอกว่าต้องใส่เดี๋ยวนี้เลย แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่ว่าจะเป็นอย่างไร คุณมาร์คจะทำหน้าที่ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นทางที่เขาเลือกเอง” พี่สาวนายกฯ เล่าด้วยสีหน้ากังวลเล็กน้อยก่อนจะส่งยิ้มจางๆ ด้วยความเชื่อมั่นที่มีต่อน้องชาย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์




หากถูกใจช่วยกด Like เพื่อเป็นกำลังใจให้ทีมงานด้วยนะค๊าาาา





ร่วมแสดงความคิดเห็น

ZONEZEED.COM ควมบันเทิงไม่เคยหลับไหล แหล่งรวมความบันเทิงบนโลกออนไล์
เว็บไซต์ โซนซี๊ด.คอม เป็นเว็บไซต์รวบรวมความบันเทิงออนไลน์ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับความบันเทิงเยอะแยะมากมาย หลากหลายหมวดหมู่ หลายเรื่อง
หากเรื่องในหัวข้อใดมีส่วนพาดพิงหรือละเมิดลิขสิทธิ์ทำให้เกิดความเสียหายกรุณาแจ้งมาที่ zonezeed(แอ๊ด)windowslive.com เพื่อที่จะลบข้อมูลหรือแก้ไขให้ถูกต้อง

Copy right © 2009-2012 ZoneZeed.com is version 3.0 All right reserved. Website design by ZoneZeed.com
Best viewed with IE 6.0 or above | Opera | Firefox browser 1024 x 768 resolutions. เข้าสู่ระบบ